1. คำจำกัดความ / นิยาม / ความแตกต่างผลเสียที่เกิดขึ้น สิวเปรอะ (Whole face acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันตั้งแต่ 10 เม็ดขึ้นไป ลักษณะของสิวเปรอะ คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 ,ไทป์ 3 และไทป์ 4 บนใบหน้ารวมกันตั้งแต่ 10 เม็ดขึ้นไป ซึ่งจำนวนสิวที่มากนี้นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียความสวย ผิวดูไม่ดีแล้วยังสร้างแผลใต้สิวได้มากเช่นกัน หากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งอักเสบลุกลาม การรักษาจะยิ่งกินเวลานาน เกิดข้อแทรกซ้อน มีรอยแดง รอยดำ แผลเป็นนูน หรือแผลหลุมสิว ตามมา สิวประปราย (Localized acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันน้อยกว่า 10 เม็ด ลักษณะของสิวประปราย คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 บนใบหน้าน้อยกว่า 10 เม็ด แต่หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสเกิดรอยแดง รอยดำ หรือการอักเสบลุกลามได้ เหตุใดสิวเปรอะจึงรักษายาก จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า การเกิดสิวทุกชนิดเป็นการอักเสบแบบคู่คือมีการอักเสบจากแผล ใต้สิว ส่งผลให้ใช้เวลานานในการรักษา/หายตามธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อมีจำนวนสิวเยอะก็จะมีโอกาสที่จะเกิดสิวที่อักเสบรุนแรง(ไทป์ 3/4)ได้ง่ายขึ้นเทียบกับกรณีที่มีสิวจำนวนน้อยๆ แผลใต้สิวชนิดต่างๆ เมื่อเกิดการอักเสบของสิวจะเกิดแผลใต้สิวตามมา ในลักษณะที่แตกต่างกันตามการอักเสบของสิวดังต่อไปนี้ สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว(closed comedones) และสิวหัวดำ(open comedones) การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์หนังกำพร้า (keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนเป็นแผลผิวแห้งแตก (Cracked skin) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้มักจะคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่วเป็นแผลขนาดเล็กที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก(Abrasion wound) อยู่ใต้สิว ซึ่งสิวชนิดนี้มีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และอยู่ไม่เกิน 2 – 3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย แต่ถ้าหากไม่ยุบเองสิวชนิดนี้ก็จะกลายไปเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือสิวอักเสบชนิดรุนแรง ลักษณะจะมีสีแดงและบางครั้งมีหัวหนอง มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 การอักเสบทำให้ส่วนบนของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลขนาดใหญ่ เปรียบได้เหมือนแผลมีดบาดตื้นๆ (Superficial Cut wound) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็ว และอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดงไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร เกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น ทำให้เกิดการแตกเป็นแผลใหญ่มากที่ผนังท่อต่อมไขมันส่วนกลางหรือส่วนล่าง เปรียบเหมือนเป็นแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep open wound) อยู่ใต้สิว การอักเสบของสิวชนิดนี้เกิดจากแผลที่รุนแรง เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล(wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง หากรักษาไม่ดีพอจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar) 2.มาตรฐานอ้างอิง (Goal standard) ผลการทำให้สิวทุกชนิดหมดไปจากใบหน้า การรักษาสิวอักเสบมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของสิว โดยรักษาสิวทุกชนิดทั่วใบหน้า(สิวเปรอะ)ให้หมดไปหรือ อย่างน้อยที่สุดจำนวนลดลงเป็นสิวประปรายซึ่งมีจำนวนรวมทั้งหมดน้อยกว่า 10 เม็ดโดยมีมาตรฐานอ้างอิง คือ ภายใน 8-12 สัปดาห์ (ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นผลการทำให้สิวทุกชนิดหมดไปจากใบหน้า จำเป็นต้องทำการกดเม็ดสิวเก่าออก ทุก 1-2 สัปดาห์ด้วย) 3.แนวทางการรักษาสิวเปรอะ/ประปราย 3.1 การรักษาสิวเปรอะต้องเร่งลดความรุนแรงและจำนวนของสิวให้เหลือน้อยที่สุด ในกรณีที่รักษาได้ไม่หมดภายใน 8-12 สัปดาห์ เพื่อลดความเสียหายต่อผิว เนื่องจากจำนวนสิวที่มาก การอักเสบก็จะมากตามไปด้วย การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดการอักเสบของสิวและแผลใต้สิวควบคู่กันไป จึงจะได้ผลดี ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้มีในผลิตภัณฑ์เช่น Anti Acne Type 3 และ Type 4 ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีผลทำให้สิวอักเสบยุบราบ 95% ใน 7 วัน ในขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวแต่ไม่ได้รักษาแผลใต้สิวได้ผลเพียง 75% ทั้งนี้นอกจากนี้การรักษาควรจะต้องทำการกดสิวอุดตันออกอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วยทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมลดปริมาณเป็นการเร่งให้สิวหายภายในระยะเวลาที่กำหนด 3.2 การรักษาสิวประปราย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาให้สิวอักเสบยุบราบใน 7 วัน เพื่อลดโอกาสเกิดรอยแดง , รอยดำ และแผลใต้สิว รวมถึงควบคุมไม่ให้สิวลุกลามและกลับมาเป็นซ้ำ สร้างคำถามจากบทความนี้

 

คำถามความเข้าใจ (Comprehension Questions)

  1. Q : สิวเปรอะ แตกต่างจาก สิวประปราย อย่างไร ?

A : สิวเปรอะจะมีจำนวนเม็ดสิวทุกไทป์รวมกันมากกว่า 10 เม็ดส่วนสิวประปรายจะมีจำนวนเม็ดสิวรวมกันทุกไทป์ไม่เกิน 10 เม็ด

  1. Q : สิวอักเสบ แต่ละไทป์ (Type 1-4) มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร?

A : สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว(closed comedones) และสิวหัวดำ(open comedones)

สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น

สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือสิวอักเสบชนิดรุนแรง ลักษณะจะมีสีแดงและบางครั้งมีหัวหนอง มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2

สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร อยู่ลึกเกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น Q : เหตุใด สิวเปรอะ จึงมีโอกาสลุกลามและรักษายากกว่าสิวประปราย?

A : สิวเปรอะมีจำนวนสิวมากกว่า 10 เม็ดทั่วใบหน้า เพราะสิวเปรอะมีจำนวนมาก ทำให้เกิดแผลใต้สิวหลายจุด

และเสี่ยงอักเสบรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหมายถึงมีแผลใต้สิวจำนวนมากตามไปด้วย โดยแผลใต้สิว   เหล่านี้เป็น

แผลอักเสบที่เกิดขึ้นใต้ผิว ส่งผลให้การหายของสิวต้องใช้เวลานานขึ้น

  1. Q :ลักษณะของแผลใต้สิวที่เกิดจาก ไทป์ 1 และ 2  สิวไทป์ 3 และไทป์ 4 ต่างกันอย่างไร?

A:  1 สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) การ

อักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์หนังกำพร้า (keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อ

ต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนเป็นแผลผิวแห้งแตก (Cracked skin) อยู่ใต้สิว

สิวชนิดนี้มักจะคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือน

2  สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ

หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่ว

เป็นแผลขนาดเล็กที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก(Abrasion wound) อยู่ใต้สิว ซึ่งสิวชนิดนี้

มีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และอยู่ไม่เกิน 2 – 3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย

3 สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือสิวอักเสบชนิดรุนแรง ลักษณะจะมีสี

แดงและบางครั้งมีหัวหนอง มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 การอักเสบทำให้ส่วนบน

ของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลขนาดใหญ่ เปรียบได้เหมือนแผลมีดบาดตื้นๆ (Superficial Cut

wound) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็ว และอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เมื่อเกิดกระบวนการหายของ

แผล (wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดงไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง

4 สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร เกิดจากสิว

อักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น ทำให้เกิดการแตกเป็นแผลใหญ่มากที่ผนังท่อต่อมไขมันส่วนกลางหรือส่วนล่าง

เปรียบเหมือนเป็นแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep open wound) อยู่ใต้สิว การอักเสบของสิวชนิดนี้เกิดจากแผลที่

รุนแรง

เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล(wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดอย

และเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง หากรักษาไม่ดีพอจะมี

โอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar)

4   Q : สิว ไทป์ 3 และ ไทป์ 4 มีความรุนแรงต่างจากสิว สิว ไทป์ 1 และ ไทป์ 2 อย่างไร

A : สิว ไทป์ 3 และ ไทป์ 4เป็นสิวอักเสบรุนแรง จึงทำให้เกิด แผลใต้สิวที่ลึกและเสียหายมากกว่า  เมื่อเทียบ

กับไทป์ 1 และ 2 ซึ่งอักเสบน้อยกว่าและแผลตื้นกว่า

  1. Q: ทำไมการกดสิวออกสม่ำเสมอทุก 1-2 สัปดาห์ จึงสำคัญต่อการรักษาสิวเปรอะให้หายภายใน 8-12 สัปดาห์?

A : การกดสิวออกสม่ำเสมอเป็นการจัดการสิวตั้งแต่ต้นทาง ลดปริมาณสิวอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของสิวอักเสบไทป์ 2, 3, และ 4 ช่วยลดโอกาสการลุกลามของสิว ช่วยให้การรักษาเป็นไปตามเป้าหมาย ลดการอักเสบ ป้องกันการลุกลาม และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้รวดเร็ว

  1. Q; การรักษาที่ “ลดการอักเสบของสิวและแผลใต้สิวควบคู่กันไป” มีข้อดีอย่างไรเมื่อเทียบกับการรักษาสิวอย่าง

เดียว?
A; เพิ่มประสิทธิภาพในการยุบสิวเร็วขึ้น   เพราะแผลใต้สิวเป็นต้นเหตุของการอักเสบซ้ำ ถ้าไม่รักษา แผลจะเร่งให้สิวลุกลามหรือกลับมาใหม่

ลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบรุนแรง (ไทป์ 3 / 4)  เมื่อแผลใต้สิวไม่สะสม ก็ลดความเสี่ยงการพัฒนาไปสู่สิวที่ทิ้งรอยลึกและแผลเป็น

ลดรอยแดง รอยดำ และแผลเป็นหลังสิวหาย  เพราะแผลใต้สิวหายไปพร้อมกับสิว ทำให้กระบวนการฟื้นตัวของผิวสมบูรณ์

  1. Q : ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Type 4 มีประสิทธิภาพเหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปอย่างไร

A : การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดูแล ทั้งสิวและแผลใต้สิว ทำให้สิวยุบราบได้ 95% ภายใน 7 วัน ในขณะที่การรักษาสิวเพียงอย่างเดียว ให้ผลเพียง 75%? ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Type 4 ไม่ได้แค่รักษาสิว แต่ยังดูแลแผลใต้สิวไปพร้อมกัน ลดโอกาสผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าผลิตภัณฑ์รักษาสิวทั่วไป

  1. Q : หากคุณมีสิวประปราย คุณจะเลือกแนวทางรักษาแบบใด และเพราะเหตุใด?

            A : เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาสิวอักเสบให้ยุบราบใน 7 วัน และผลิตภัณฑ์ลดรอยแดงสิว และผลิตภัณฑ์ป้อง

การเกิดสิวใหม่ร่วมเพื่อให้สิวยุบเร็ว รอยแดงจางเร็ว ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่

  1. Q : ในกรณีที่มีสิวเปรอะจำนวนมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจะเกิดผลกระทบอย่างไรต่อผิวหน้าในระยะยาว?

A : หากสิวเปรอะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรกเริ่ม อาการอักเสบอาจลุกลามรุนแรงขึ้น จนทิ้งรอยแดง รอยดำ และแผลเป็นบนผิวหน้า ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรักษา อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นถาวร และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการฟื้นฟูผิวในระยะยาว

  1. Q : หากมีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวแต่ไม่กดสิวเลย จะส่งผลอย่างไรต่อประสิทธิภาพในการรักษา?
    A : การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวร่วมกับการกดสิวมีความสำคัญมากเพื่อกำจัดเม็ดสิว สิวอักเสบไทป์ 1ให้หมดเร็วและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาสิวให้หายเร็วและมีประสิทธิผลมากขึ้น ลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบใหม่  สิว ไทป์ 3 และ ไทป์ 4 ซึ่งเป็นสิวอักเสบรุนแรง จึงทำให้เกิด แผลใต้สิวที่ลึกและเสียหายมากกว่า ลดโอกาสเกิดรอยแดงรอยดำ รอยแผลเป็น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) – สิวเปรอะ สิวประปราย และการรักษา

  1. สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คืออะไร?
    สิวเปรอะหมายถึงสิวทุกชนิดรวมกันมากกว่า 10 เม็ดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1, 2, 3 หรือ 4 ลักษณะใบหน้าจะดูไม่เรียบเนียน และหากปล่อยไว้จะอักเสบลุกลาม รักษายาก และเกิดแผลเป็นตามมา
  2. สิวประปราย (Localized Acne) คืออะไร?
    สิวประปรายคือสิวทุกชนิดรวมกันน้อยกว่า 10 เม็ดบนใบหน้า แม้ดูน้อยกว่า แต่หากไม่รักษาก็อาจลุกลามเป็นสิวเปรอะ และทิ้งรอยแดง รอยดำ หรือเป็นแผลได้
  3. ทำไมสิวเปรอะถึงรักษายาก?
    เพราะสิวเปรอะมีจำนวนมาก และมีโอกาสเป็นสิวอักเสบรุนแรง (ไทป์ 3/4) ได้สูง นอกจากนี้การอักเสบของสิวจะมีแผลใต้สิวร่วมด้วย ซึ่งทำให้หายช้า และเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นมากกว่า
  4. สิวอักเสบแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?
  • ไทป์ 1: สิวอุดตัน (หัวขาว/หัวดำ) มีแผลใต้ผิวคล้ายผิวแห้งแตก
  • ไทป์ 2: สิวสีชมพู/แดงอ่อน อักเสบเล็กน้อย เป็นเร็ว หายเร็ว
  • ไทป์ 3: สิวแดงมีหัวหนอง ขนาดไม่เกิน 5 มม. มีแผลคล้ายถูกมีดบาดตื้นๆ
  • ไทป์ 4: สิวขนาดใหญ่กว่า 5 มม. แผลลึก อักเสบรุนแรง หายช้า และเสี่ยงเป็นแผลเป็น
  1. เป้าหมายของการรักษาสิวคืออะไร?
    คือการลดจำนวนสิวทั่วใบหน้าให้น้อยลงจนเหลือน้อยกว่า 10 เม็ด (จากสิวเปรอะให้กลายเป็นสิวประปราย) ภายใน 8–12 สัปดาห์ เพื่อป้องกันรอยแดง รอยดำ และแผลเป็น
  2. การรักษาสิวเปรอะควรทำอย่างไร?
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการอักเสบและรักษาแผลใต้สิวควบคู่กัน เช่น Anti Acne Type 3/4
  • กดสิวอุดตันออกทุก 1–2 สัปดาห์
  • เน้นลดจำนวนสิวให้มากที่สุดภายใน 8–12 สัปดาห์
  1. การรักษาสิวประปรายควรทำอย่างไร?
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สิวอักเสบยุบใน 7 วัน
  • ควบคุมไม่ให้สิวลุกลาม
  • ป้องกันการเกิดรอยแดง รอยดำ และแผลใต้สิว
  1. ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวได้ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร?
    ควรลดทั้งการอักเสบของสิวและแผลใต้สิวร่วมกัน เพื่อให้สิวหายเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงของแผลเป็น
  2. การกดสิวจำเป็นแค่ไหน?
    การกดสิวอุดตันอย่างสม่ำเสมอทุก 1–2 สัปดาห์เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมจำนวนสิว และช่วยเร่งให้สิวหายภายในเวลาที่กำหนด
  3. ถ้ารักษาไม่ทันภายใน 8–12 สัปดาห์จะเกิดอะไรขึ้น?
    สิวอาจลุกลามมากขึ้น ส่งผลให้แผลใต้สิวลึกและรุนแรง เกิดรอยแผลเป็นได้ และรักษายากขึ้นในระยะยาว