คำถาม คำตอบ ความรู้ตาม Destination RC update 160768
Q: รักษาสิวอักเสบยุบไวต้องรู้จักไทป์ของสิว
A: สิวอักเสบแบ่งเป็น 4 ชนิด หรือ 4 ไทป์ ดังนี้
สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1): สิวอักเสบเล็กน้อย เช่น สิวอุดตัน
สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2): สิวอักเสบปานกลาง เม็ดชมพูระเรื่อๆ อาการเจ็บๆ คัน
สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3): สิวอักเสบเม็ดบวมแดงขนาดไม่ใหญ่ มีหนองหรือไม่มีก็ได้
สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4): สิวอักเสบเม็ดบวมแดง ขนาดใหญ่ หรือสิวหัวช้าง มีหนองหรือไม่มีก็ได้
Q: สิวประปรายคืออะไร?
A: สิวประปรายหมายถึงสิวที่มีจำนวนเม็ดสิวทุกไทป์รวมกันทั่วใบหน้าไม่เกิน 10 เม็ด
Q: สิวประปรายหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเกิดผลอย่างไร?
A: หากไม่ได้รับการรักษาจะทำลุกลามได้ การรักษาสิวประปรายจะทำให้สิวอักเสบยุบเร็วไม่มีรอยแดง และรอยแดงจางเร็ว
Q: สิวประปรายต่างจากสิวเปรอะอย่างไร?
A: สิวเปรอะมีสิวทุกไทป์รวมกันทั่วใบหน้ามากกว่า 10 เม็ด ส่วนสิวประปรายมีสิวทุกไทป์รวมกันไม่เกิน 10 เม็ด
Q: ผลิตภัณฑ์ใดที่ใช้รักษาสิว สิวอักเสบไทป์ 3 ไทป์ 4 ให้ยุบเร็วมีอะไรบ้าง?
A: ผลิตภัณฑ์ Anti acne type 3 (Acne clear lotion) และ ผลิตภัณฑ์ Anti acne type 4 (Advance negative)
Q: หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวประปรายสิวยุบแล้วควรทำอย่างไร?
A: ควรรีบกดสิวออกเพื่อป้องกันไม่ให้สิวกลับมาอักเสบใหม่
Q: สิวประปรายจะกลายเป็นสิวเปรอะหรือไม่ถ้าไม่ได้รับการรักษา?
A: มีโอกาสเกิดเม็ดสิวอักเสบจำนวนมากขึ้น จนเป็นสิวเปรอะ และมีรอยแดงมากขึ้น
Q: ผลิตภัณฑ์หลักสำหรับสิวประปรายมีอะไรบ้าง?
A: ผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบสิวอักเสบไทป์ 1, ไทป์ 3, ไทป์ 4 และผลิตภัณฑ์ลดรอยแดง
Q: หลังจากรักษาสิวประปรายผลลัพธ์ของการรักษาคืออะไร?
A: ควบคุมให้เม็ดสิวอักเสบยุบเร็ว มีรอยแดงน้อย และรอยแดงจางเร็ว
Q: การใช้ผลิตภัณฑ์ VB block สำหรับสิวประปรายให้ผลลัพธ์อย่างไร?
A: ช่วยให้มีการซ่อมแซมแผลอย่างรวดเร็ว รอยแดงจางเร็วแทบไม่มีหรือมีน้อยมาก
Q: การใช้ผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบของสิวไทป์ 1 สำหรับ Maintain สิวประปรายมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
A: ลดการอักเสบและรักษาแผลใต้สิวอุดตัน ช่วยลดการเกิดสิวอุดตันใหม่
Q: สิวเปรอะคืออะไร?
A: สิวเปรอะคือสิวทั่วใบหน้ารวมกันทุกไทป์มีจำนวนมากกว่า 10 ขึ้นไป
Q: สิวเปรอะหากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดผลอย่างไร?
A: เกิดการอักเสบและลุกลามมากขึ้น มีโอกาสเกิดรอยแดง รอยดำ รอยแผลเป็นและแผลใต้สิว
Q: สิวเปรอะใช้ผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง?
A: ผลิตภัณฑ์เพื่อลดการอักเสบสิวอักเสบไทป์ 2, ไทป์ 3, ไทป์ 4
Q: เป้าหมายของการรักษาสิวเปรอะคืออะไร?
A: ลดจำนวนเม็ดสิวอักเสบทุกไทป์ให้ลดลง รักษาสิวเปรอะให้หายเปรอะ
Q: สำหรับผู้ที่มีสิวเปรอะหากต้องการเร่งให้หายเร็วควรทำอย่างไร?
A: การรักษาต้องใช้ CO2 เลเซอร์ช่วยกำจัดสิวอุดตันและกดออกเพื่อเร่งให้สิวเปรอะสามารถหายเร็วกว่า 8-12 สัปดาห์
Q: การรักษาสิวเปรอะต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหน?
A: หากดูแลถูกวิธีและต่อเนื่อง จะเห็นผลใน 8-12 สัปดาห์
Q: เราสามารถเร่งให้สิวเปรอะหายเร็วกว่าปกติอย่างไร?
A: สามารถเร่งการรักษาให้หายเร็วกว่ามาตรฐานจากภายใน 8-12 สัปดาห์ เป็นหายเร็วขึ้นภายใน 4, 5, 6 สัปดาห์
Q: สิวเปรอะหายแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่?
A: สิวก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำถ้ายังมีปัจจัยที่กระตุ้นอยู่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อ maintain เพื่อลดการเกิดสิวใหม่, ผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบของสิว และต้องมีการกดสิวออก
Q: สิวเปรอะ สิวประปราย หากทิ้งไว้ไม่ทำการรักษาจะส่งผลกระทบอย่างไร?
A: สิวมีโอกาสลุกลามรุนแรงมากขึ้น เกิดรอยแดง รอยดำ รอยแผลเป็น และแผลใต้สิว ทำให้การรักษาใช้เวลานานมากขึ้น
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “ฝ้า”
ฝ้าเม็ดสี (Melanin Melasma)
Q: ฝ้าเม็ดสีคืออะไร?
A: แผ่นหรือปื้นสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำตาลอ่อน พบบริเวณใบหน้า มักพบเป็นทั้งสองข้างของใบหน้า
Q: ฝ้าเม็ดสีเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่?
A: ส่วนใหญ่เริ่มเป็นครั้งแรกก่อนอายุ 40 ปี
Q: ฝ้าเม็ดสีเป็นลักษณะอย่างไร?
A: มีลักษณะปื้นหรือแผ่นราบสีน้ำตาลเข้มหรืออ่อน ขอบไม่ชัด มักอยู่บริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือเหนือริมฝีปาก
Q: ฝ้าเม็ดสีเกิดจากอะไร?
A: เกิดจากแสงแดด, ฮอร์โมนเอสโตรเจน (เช่น ยาคุม, ภาวะตั้งครรภ์) และพันธุกรรม
Q: หลังจากการรักษาฝ้าเม็ดสีผลลัพธ์คืออะไร?
A: ฝ้าเม็ดสีจางลง, สีผิวเสมอกันไม่เห็นขอบฝ้า และสีผิวบริเวณที่เป็นฝ้าผ่องใสขึ้น
Q: ผลิตภัณฑ์หลักในการรักษาฝ้าเม็ดสี ให้สีฝ้าจางลง ไม่เห็นขอบฝ้า สีผิวเสมอกัน มีอะไรบ้าง?
A: การใช้ Q-Switch เลเซอร์ขจัดรอยฝ้าให้หมดไปร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยให้สีฝ้าจาง เช่น LAX 3 และใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกัน
Q: ฝ้าเม็ดสีกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
A: มีโอกาสเป็นซ้ำได้ ถ้ายังมีปัจจัยกระตุ้น เช่น การสัมผัสแสงแดดหรือใช้ฮอร์โมนต่อเนื่อง
Q: ต้องรักษานานแค่ไหนถึงเห็นผล?
A: สามารถติดตามประเมินผล สีฝ้าจางลงสีผิวสม่ำเสมอไม่เห็นขอบฝ้าหลังรักษา 12 สัปดาห์
Q: หลังจากรักษาฝ้าเม็ดสีดีขึ้นแล้ว ทำไมถึงต้อง Maintain การใช้ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง?
A: เพื่อฟื้นฟูผิวที่บอบช้ำจาก UVB และป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาเป็นซ้ำอีก
Q: ผลิตภัณฑ์ใดที่ช่วยฟื้นฟูผิวที่บอบช้ำจาก UVB ที่ทำร้ายผิว?
A: NAD (photo damage repair) ช่วยฟื้นฟูผิวที่บอบช้ำจาก UVB และป้องกันแสงแดดไม่ให้ทำร้ายสิว
ฝ้าเส้นเลือด (Vascular Melasma)
Q: ฝ้าเส้นเลือดคืออะไร?
A: ฝ้าที่เกิดจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวมีการขยายตัว สีฝ้าจะมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนแดงมองเห็นเป็นเส้นเลือด โดยเฉพาะเวลาร้อนหรือโดนแสงแดด
Q: ลักษณะของฝ้าเส้นเลือดต่างจากฝ้าเม็ดสีอย่างไร?
A: ฝ้าเส้นเลือดจะมีสีน้ำตาลปนแดงมองเห็นเส้นเลือดฝอยเล็กๆ บนรอยฝ้า สีอาจเปลี่ยนระหว่างวัน สีเข้มขึ้นเมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดด ส่วนฝ้าเม็ดสีจะสีน้ำตาลเข้มหรืออ่อน ขอบฝ้าไม่ชัด และสีของฝ้าจะคงที่ตลอดวัน
Q: สาเหตุของฝ้าเส้นเลือดเกิดจากอะไรได้บ้าง?
A: เส้นเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัวผิดปกติ, ผิวบางจากอายุที่มากขึ้น, การสัมผัสแสงแดด, การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสเตียรอยด์ หรือกรดวิตามิน A เป็นเวลานาน และฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ไม่สมดุลกับแอนโดรเจน
Q: ฝ้าเส้นเลือดรักษาด้วยเลเซอร์ได้หรือไม่?
A: สามารถรักษาได้โดยใช้เลเซอร์ที่มีความจำเพาะที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยและได้ผล
Q: ผลิตภัณฑ์หลักในการรักษาฝ้าเส้นเลือดช่วยเรื่องอะไร?
A: ผลิตภัณฑ์ VB block ช่วยให้ขนาดฝ้าเส้นเลือดเล็กลง ลดสีฝ้าเส้นเลือด และ Melaslin ช่วยหยุดการขยายขนาดของฝ้า
Q: สังเกตได้อย่างไรว่าเป็นฝ้าเส้นเลือด?
A: สีฝ้าจะเปลี่ยนระหว่างวัน เช่น ตอนเช้าสีอ่อน แต่พอบ่ายหรือโดนแดดจะคล้ำแดงขึ้นสีเข้มขึ้น
Q: ฝ้าเส้นเลือดเกี่ยวกับอายุหรือไม่?
A: ส่วนใหญ่มักพบในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป
Q: หลังจากรักษาฝ้าเส้นเลือดแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?
A: ขนาดของฝ้าเส้นเลือดเล็กลง, หยุดการขยายขนาด และสีฝ้าจางลง
Q: การเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดแบบ “บรอดสเปกตรัม” (Broad Spectrum) มีความสำคัญอย่างไร?
A: กันแดดที่เป็น “Broad Spectrum” จะป้องกันทั้ง UVA + UVB ที่สำคัญ UVA สามารถทะลุถึงผิวชั้นลึกและกระตุ้นให้เส้นเลือดฝอยขยายตัวมากขึ้น การใช้กันแดดทั่วไปที่ป้องกันเฉพาะ UVB อาจไม่เพียงพอ
Q: จะรู้ได้อย่างไรว่ารักษาฝ้าเส้นเลือดได้ผล?
A: พื้นที่ฝ้าลดลงจนถึงศูนย์, หยุดการขยายขนาด, สีฝ้าจางลง, ผิวดูสม่ำเสมอ และหน้าหมองน้อยลงเมื่อเจอแดดหรือความร้อน
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “ผิวเรียบเนียนใส Triple s test”
Q: ผิวสวยเรียบเนียนใสเป็นอย่างไร และตรวจสอบได้หรือไม่?
A: ผิวที่สวยคือผิวที่มีสุขภาพดี มีความเรียบเนียนนุ่ม สว่างกระจ่างใส สีผิวสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าเซลล์ผิวหนังกำพร้าทุกชั้น (ชั้นล่าง, ชั้นกลาง, และชั้นบน) ทำงานเป็นปกติ
Q: ผิวหนังกำพร้าชั้นบนมีความสำคัญอย่างไร?
A: เซลล์หนังกำพร้าและชั้นขี้ไคลจะทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นและปกป้องผิว ถ้าเซลล์ถูกทำลายจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดการสูญเสียการกักเก็บและกักกั้นน้ำของผิว ทำให้ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย หรือเกิดริ้วรอยเร็วขึ้น
Q: ผิวที่ขาดความสมดุลมีลักษณะอย่างไร?
A: เมื่อผิวขาดความสมดุล อาจเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ผิวแห้ง ลอกเป็นขุย ขาดความเรียบเนียนใส หรือมีริ้วรอยได้
Q: Smooth and Soft Skin Test หรือ Triple S Test คืออะไร?
A: เป็นการตรวจวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวหนังกำพร้าทุกชั้นด้วยนวัตกรรม Digital Microscope เพื่อหาต้นตอของปัญหาผิว และนำไปสู่การแก้ไขที่เหมาะสมแต่ละระดับชั้นของผิว
Q: การทำทรีทเมนท์แก้ปัญหาผิว (Epidermal Healing Treatment (EHT)) ช่วยฟื้นฟูผิวอย่างไร?
A: การทำทรีทเมนท์ที่ตรงกับปัญหาเพื่อช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวให้สามารถกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้ผิวกลับมาเรียบเนียนใส เข้าสู่ผิว Radiant
Q: หลังทำทรีทเมนท์ผิวจะใช้เวลานานแค่ไหนในการกลับมาเป็นปกติ เรียบเนียนใส เข้าสู่ผิว Radiant?
A: ระยะเวลาขึ้นอยู่กับชั้นผิวหนังกำพร้าที่มีปัญหา:
ผิดปกติหนังกำพร้าชั้นบน: ผิวคืนสู่ปกติภายใน 4 สัปดาห์หลังทำทรีทเมนท์ Smooth Repairing treatment 2 ครั้ง
ผิดปกติหนังกำพร้าชั้นกลาง: ผิวคืนสู่ปกติภายใน 6 สัปดาห์หลังทำทรีทเมนท์ Derma radiance treatment 3 ครั้ง
ผิดปกติหนังกำพร้าชั้นล่าง: ผิวคืนสู่ปกติภายใน 8 สัปดาห์หลังทำทรีทเมนท์ Intensive derma radiance 3 ครั้ง
Q: ควรตรวจสุขภาพผิวบ่อยแค่ไหนสำหรับคนทั่วไป?
A: ควรตรวจสอบการทำงานของผิวทุกๆ 4 สัปดาห์
Q: ควรตรวจสุขภาพผิวบ่อยแค่ไหนสำหรับผู้ที่มีผิวแปรปรวนตามฤดูกาล?
A: ควรตรวจสอบการทำงานของผิวด้วยความถี่ประมาณทุก 4 สัปดาห์ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง
Q: ทำอย่างไรให้ผิวหน้าที่ดูหมอง (dull face) ให้กลับมา bright, glow, Radiant?
A: ควรได้รับการตรวจ triple s test และทำทรีทเมนท์ Intensive derma radiance เพื่อแก้ไข ร่วมกับการใช้ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมปัจจัยที่ทำให้สีผิวคงอยู่ในวัยสวยสุด เช่น base line controller ให้ผิวกลับมาสว่าง มีประกาย และผ่องขาวได้
Q: หลังจากการรักษาจนผิวดีขึ้นแล้ว ควรดูแลผิวอย่างไรเพื่อรักษาความ Radiant ให้คงอยู่?
A: ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อ Maintain ซึ่งเป็นการควบคุมสาเหตุที่ทำให้ผิวสูญเสียความสว่างหรือความมีประกายของผิว โดยจะทำทรีทเมนท์ตามระดับปัญหาผิวแต่ละชั้น พร้อมกับใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สีผิวคงอยู่ในวัยสวยสุด เช่น base line controller ปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำ ผิวกลับมาสว่าง มีประกายให้ผิวผ่องขาว เช่น Photo age protection และครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “หน้าเหนื่อย”
Q: หน้าเหนื่อยคืออะไร?
A: คือภาวะที่หน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้ง ขาดความสดใส มักพบในวัย 30–40 ปี
Q: ทำไมคน วัย 30–40 ปีถึงดูหน้าเหนื่อย?
A: เพราะผิวเริ่มเสื่อมตามวัย, การสัมผัสแสงแดด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผิวขาดน้ำ, หมองคล้ำ และไม่สดใส
Q: สังเกตได้อย่างไรว่ามีปัญหาหน้าเหนื่อย?
A: ผิวหมองคล้ำ เริ่มมีจุดด่างดำเห็นชัด, ตาโหล, ผิวแห้ง และรู้สึกว่าหน้าดูเหนื่อยล้าตลอดเวลา
Q: หน้าเหนื่อยต่างจากหน้าโทรมอย่างไร?
A: หน้าเหนื่อยเกิดในคนวัย 30–40 ปี ผิวจะหมองคล้ำ ไม่สดใส ยังไม่มีริ้วรอย ส่วนหน้าโทรมมักเกิดในวัย 40 ปีขึ้นไป ผิวเริ่มขาดความกระชับ เริ่มมีริ้วรอย และผิวขาดความมีชีวิตชีวา
Q: การดูแลปัญหาหน้าเหนื่อยต้องทำอย่างไร?
A: ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เติมน้ำให้ผิว และฟื้นฟูเกราะผิวและเลือกใช้ครีมกันแดดและผลิตภัณฑ์ที่สามารถปกป้องผิวจาก UVA1 ปกป้องผิวไม่ให้ความหมองคล้ำ เช่น Photo age protection
Q: เลเซอร์ช่วยทำให้หายหน้าเหนื่อยได้อย่างไร?
A: เลเซอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวดูใสขึ้นดูอ่อนเยาว์
Q: แสงแดดส่งผลให้มีปัญหาหน้าเหนื่อยได้หรือไม่?
A: การสัมผัสแสงแดดโดยไม่ทาครีมกันแดด ทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำผิวแก่ เกิดจุดดำ ผิวแห้งไม่สดใส
Q: ผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาหน้าเหนื่อยคืออะไร?
A: เปลี่ยนหน้าเหนื่อยให้เป็นหน้าสดใส ผิวหน้าขาวสุดสำหรับวัย สามารถฟื้นฟูผิวให้กลับไปสดใสเหมือนเดิมได้
Q: ต้องใช้กันแดดแบบไหนถึงช่วยป้องกันปัญหาหน้าเหนื่อย?
A: ใช้กันแดดที่ป้องกัน UVA1 + UVB และควรเลือกแบบที่กันแสงฟ้า (blue light) ได้ด้วย
Q: การทำทรีทเมนท์ช่วยแก้ปัญหาหน้าเหนื่อยได้อย่างไร?
A: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูเกราะป้องกันความงามของลดการสูญเสียน้ำในผิว ผิวกลับมาสดใส
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “หน้าโทรม”
Q: หน้าโทรมคืออะไร?
A: ผิวดูหมองคล้ำ แห้ง ขาดน้ำ เริ่มมีริ้วรอย ขาดความกระชับ ผิวไม่มีชีวิตชีวา พบมากในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป
Q: ทำไมคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไปถึงเจอปัญหาหน้าโทรม?
A: เนื่องจากผิวสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง, ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง และรังสี UV ส่งผลให้ผิวจึงดูไม่สดใส ขาดความเปล่งปลั่ง ผิวหมองคล้ำ
Q: หน้าโทรมกับผิวแก่ต่างกันอย่างไร?
A: หน้าโทรมผิวจะหน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้งลงเรื่อย ๆ ไม่มีความยืดหยุ่น เริ่มมีริ้วรอย ส่วนผิวแก่ ผิวจะมีริ้วรอยหรือร่องมองเห็นชัดเจน เกิดจากปัจจัยหลักคือผิวมีการสร้างคอลลาเจนน้อยลง
Q: อะไรคือสัญญาณที่บอกว่าเราเริ่มมีปัญหาหน้าโทรม?
A: หน้าดูหมองคล้ำ ผิวแห้งลงเรื่อย ๆ ไม่มีความยืดหยุ่น ริ้วรอยเริ่มมา และแต่งหน้าไม่ติด
Q: รังสี UVA1 เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาหน้าโทรมอย่างไร?
A: รังสี UVA1 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอลลาเจนถูกทำลาย เกิดริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ
Q: ผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาหน้าโทรมคืออะไร?
A: เปลี่ยนหน้าโทรมให้ดูเป็นหน้ามีชีวิตชีวา ช่วยให้ผิวขาวขึ้นๆ จนกลับสู่วัยใส
Q: ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ใดบ้างเพื่อช่วยปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำจากหน้าโทรม?
A: เลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันทั้ง UVB และ UVA และผลิตภัณฑ์ที่สามารถปกป้องผิวไม่ให้ความหมองคล้ำ ป้องกันผิวแก่ที่กันแดดทั่วไปป้องกันไม่ได้ เช่น Photo age protection
Q: ปัญหาหน้าโทรมป้องกันได้อย่างไร?
A: การดื่มน้ำให้เพียงพอ, ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเพิ่มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูเกราะผิวร่วมกับกันแดดที่ป้องกันทั้ง UVB และ UVA และผลิตภัณฑ์ที่สามารถปกป้องผิวไม่ให้ความหมองคล้ำ ป้องกันผิวแก่ที่กันแดดทั่วไปป้องกันไม่ได้ เช่น Photo age protection
Q: แก้ปัญหาหน้าโทรมให้ผิวขาวขึ้นๆขาวสุดในวัย 30 ปีจนกลับสู่วัยสดใสใช้ผลิตภัณฑ์ใดบ้าง?
A: Photo age protection ปกป้องผิวไม่ให้หมองคล้ำ ป้องกันผิวแก่, Super white ช่วยเร่งให้ผิวขาวขึ้นๆมากกว่าสีผิวเดิม ย้อนวัยสีผิว, DNAge essence ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มให้เห็นผลคงอยู่
Q: การทำทรีทเมนท์ช่วยแก้ปัญหาหน้าโทรมได้อย่างไร?
A: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น, ฟื้นฟูเกราะป้องกันความงามของลดการสูญเสียน้ำในผิว, ผิวกลับมาสดใสมีชีวิตชีวา
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ ริ้วรอย “Skin Collagen Age Reverse”
Q: ปัจจัยหลักของการเกิดริ้วรอยคืออะไร?
A: ผิวหนังมีการสูญเสียคอลลาเจนมากกว่าการสร้างขึ้นมาใหม่
Q: เมื่ออายุมากขึ้น สเต็มเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน จะได้รับผลกระทบอย่างไร?
A: เมื่อเราอายุมากขึ้น สเต็มเซลล์จะเสื่อมสภาพทำงานน้อยลง ความสามารถในการสร้างเซลล์ผลิตคอลลาเจนจึงน้อยลง ผิวเราจึงดูแก่
Q: จะรู้ได้ยังไงว่าคอลลาเจนในผิวเริ่มลดลง?
A: ผิวจะเริ่มมีริ้วรอย, หย่อนคล้อยไม่กระชับ และผิวดูไม่สดใส
Q: เป้าหมายหลักของ Skin Collagen Age Reverse คืออะไร?
A: การกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น สร้างคอลลาเจนได้มากขึ้นเหมือนการเติมคอลลาเจนให้ผิว เพื่อให้ผิวอ่อนเยาว์เหมือนเป็นการย้อนวัย ลดอายุผิว
Q: Skin Collagen Age Reverse เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายต้องใช้ผลิตภัณฑ์หลักอะไรบ้าง?
A: การทำเลเซอร์เพื่อกระตุ้นการให้ผิวมีการเพิ่มสร้างคอลลาเจน ร่วมกับการใช้ DNAge essence ช่วยเซลล์กลับมาสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นและคงอยู่ และ Photo Age protection ช่วยลดการอักเสบจาก UVA1 ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำลายคอลลาเจน
Q: เหตุผลที่ต้องใช้เลเซอร์สำหรับ Skin Collagen Age Reverse?
A: เป็นการเร่งการกระตุ้นให้ผิวมีการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนของผิวแบบธรรมชาติ ด้วยชนิดของเลเซอร์และค่าพลังงานที่ทดสอบแล้วว่าปลอดภัยและได้ผลแน่นอน
Q: การดูแลผิวต่อเนื่องเพื่อ maintain หลังเติม collagen ให้ผิวสามารถทำได้อย่างไร?
A: ใช้ผลิตภัณฑ์ DNAge essence กระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนเพิ่มให้เห็นผลคงอยู่ ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการทำลายคอลลาเจน เช่น Topical Botox และใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวไม่ให้คอลลาเจนถูกทำลาย ป้องกันผิวแก่ ผิวหมองคล้ำจาก UVA1
Q: ใครบ้างที่เหมาะกับการทำโปรแกรม Skin collagen age reverse?
A: เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะคนที่เริ่มเห็นมีริ้วรอยตีนกา
Q: โปรแกรม Skin collagen age reverse ใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
A: การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวอาจจะต้องใช้เวลานาน เห็นผลช้า เพื่อให้ได้ผลเร็วจำเป็นต้องใช้เลเซอร์เร่งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เห็นผลเร็วขึ้น
Q: จากการติดตามผลการรักษาต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ ด้วยโปรแกรม Skin Collagen Age Reverse พบว่าริ้วรอยตีนกาสั้นลง 2 มิลลิเมตร แปลผลว่าอย่างไร?
A: ผิวมีการกระตุ้น การสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นมากกว่าการถูกทำลายเป็นการเติมเต็มคอลลาเจนให้ผิว ริ้วรอยจึงลดลง จึงเป็นการย้อนวัยได้
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “กระแดด”
Q: กระแดดคืออะไร?
A: กระแดดคือจุดสีน้ำตาลหรือปื้นสีเข้มบนผิวที่เกิดจากการสะสมเม็ดสีหลังโดนแสงแดดบ่อย
Q: กระแดดต่างจากกระทั่วไปอย่างไร?
A: กระทั่วไปมักเป็นจุดเล็กๆ และกระจายทั่วใบหน้าพบได้ตั้งแต่เด็ก ส่วนกระแดดจะใหญ่มากกว่า เห็นชัด และเกิดจากแสงแดดสะสมเมื่ออายุมาก
Q: กระแดดพบมากส่วนไหนของร่างกาย?
A: มักพบที่ใบหน้า แขน มือ ลำคอ – บริเวณที่โดนแดดบ่อยๆ
Q: กระแดดอันตรายหรือไม่?
A: กระแดดโดยทั่วไปจะไม่อันตราย แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือสี ควรปรึกษาแพทย์
Q: กระแดดเกิดจากอะไร?
A: เกิดจากการที่ผิวหนังได้รับรังสี UV จากแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้เซลล์เม็ดสี (Melanocytes) ทำงานผิดปกติและผลิตเม็ดสีเมลานินออกมามากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดสีน้ำตาลบนผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่โดนแดดบ่อยๆ เช่น ใบหน้า, แขน, และหลังมือ
Q: ทำไมคนผิวขาวจึงเป็นกระแดดง่ายกว่าคนผิวคล้ำ?
A: เพราะผิวขาวมีเมลานินน้อย จึงไวต่อแสงและเกิดกระได้ง่ายกว่า
Q: เราสามารถรักษากระแดดได้อย่างไร?
A: รอยกระแดดที่มีขนาดใหญ่สามารถใช้เลเซอร์เพื่อขจัดรอยกระให้หลุดออกไป แล้วใช้ Anti lentigo ทาเพื่อให้รอยกระจางลง กรณีเป็นจุดเล็กๆ สามารถทาให้รอยกระจางลงได้โดยไม่ต้องทำเลเซอร์
Q: ผลลัพธ์ที่คาดหวังหลังการรักษากระแดดคืออะไร?
A: รอยกระแดดหายไป ไม่ให้ความหมองมาบดบังความขาวผ่อง และผิวขาวขึ้นจนกลับสู่วัยสดใส
Q: หลังรักษากระแดดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
A: เป็นซ้ำได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันรอยกระแดด Anti lentigo และครีมกันแดดเพื่อป้องกันผิวอย่างต่อเนื่อง
Q: ป้องกันกระแดดอย่างไร?
A: หลีกเลี่ยงแดด ทาครีมกันแดดทุกวันเป็นประจำ
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “กระเนื้อ”
Q: กระเนื้อคืออะไร?
A: คือเม็ดนูนเล็ก ๆ สีน้ำตาลที่ขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอ หน้าอก และแผ่นหลัง มักพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
Q: กระเนื้อเกิดจากอะไร?
A: สาเหตุหลักมาจากแสงแดด, อายุที่มากขึ้น และพันธุกรรม จะมีโอกาสเป็นมากขึ้น หากไม่ค่อยทาครีมกันแดดก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
Q: กระเนื้อมีลักษณะอย่างไร?
A: กระเนื้อมีลักษณะเป็นตุ่มหรือติ่งเนื้อขนาดเล็กบนผิวหนัง มักมีสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีดำ และมีพื้นผิวขรุขระ นูนขึ้นมาเล็กน้อย
Q: กระเนื้อพบในช่วงอายุประมาณเท่าไร?
A: พบบ่อยในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งอายุมากยิ่งพบมากขึ้น
Q: กระเนื้อพบมากส่วนไหนของร่างกาย?
A: พบบ่อยที่ใบหน้า, ลำคอ, หลังมือ, หน้าอก และลำตัว
Q: กระเนื้อสามารถรักษาได้อย่างไร?
A: เป็นการกำจัดรอยกระเนื้อโดยเลเซอร์ CO2 ร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์ Anti AKT ซึ่งจะช่วยป้องกันและสามารถช่วยทำให้กระเนื้อหลุดออกได้
Q: ผลลัพธ์ของการรักษากระเนื้อคืออะไร?
A: กำจัดรอยกระเนื้อหายไป, ผิวไม่มีความหมองมาบดบังความสวย และสีผิวขาวขึ้นดูอ่อนกว่าวัย
Q: การรักษากระเนื้อให้หลุดออก ทำให้หน้าหายหม่นหมองจากกระเนื้อเป็นผิวขาวสุดย้อนวัยต้องใช้ผลิตภัณฑ์หลักอะไรบ้าง?
A: ทำหัตถการ CO2 เลเซอร์ร่วมกับทา Anti AKT เพื่อกำจัดกระเนื้อให้หลุดออกและสีผิวสม่ำเสมอ, ใช้ base line controller ช่วยให้ผิวกลับสู่ base line และใช้ super white เร่งให้ผิวขาวขึ้นไม่หม่นหมอง ขาวสุดย้อนวัย
Q: การรักษากระเนื้อสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ Anti AKT ทาอย่างเดียวโดยไม่ทำเลเซอร์ได้หรือไม่?
A: การใช้ Anti AKT จะช่วยให้กระเนื้อจุดเล็กๆ หลุดออกได้ แต่สำหรับจุดใหญ่ๆ จะใช้เวลานาน ดังนั้นการใช้เลเซอร์กำจัดออกก่อนจะช่วยให้เห็นผลเร็ว
Q: ป้องกันกระเนื้อได้ไหม?
A: หลีกเลี่ยงแสงแดดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการเกิดกระเนื้อ
คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับ “ติ่งเนื้อ (Skin Tag)”
Q: ติ่งเนื้อคืออะไร?
A: คือก้อนเนื้อเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากผิวหนัง ลักษณะนิ่ม สีเดียวกับผิวหรือคล้ำเล็กน้อย มักไม่เจ็บ
Q: ติ่งเนื้อเกิดจากอะไร?
A: การเสียดสีของผิวหนัง, ภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน, พันธุกรรม, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ขณะตั้งครรภ์ และอาจสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือเบาหวาน
Q: ติ่งเนื้อมีลักษณะอย่างไร?
A: ติ่งเนื้อหรือ Skin Tag คือก้อนเนื้องอกเล็ก ๆ เป็นติ่งที่ยื่นออกจากผิวหนัง มักพบบริเวณเปลือกตา, คอ, รักแร้ หรือใต้ราวนม พบบ่อยในคนอ้วนและผู้สูงอายุ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
Q: ติ่งเนื้อแตกต่างจากกระเนื้ออย่างไร?
A: ติ่งเนื้อมักนิ่ม, ยื่นออกมาจากผิว ส่วนกระเนื้อจะแบนนูนเล็กน้อย, ขรุขระ และไม่ยืดหยุ่น
Q: หลังจากรักษาติ่งเนื้อหลุดแล้ว เพราะเหตุใดจึงต้องใช้ Anti AKT ต่อไป?
A: เพื่อให้ติ่งเนื้อจุดเล็กที่เกิดใหม่ค่อยๆ หลุดไปและป้องกันการเป็นซ้ำ
Q: การรักษาติ่งเนื้อใช้ผลิตภัณฑ์ Anti AKT อย่างเดียวได้หรือไม่?
A: แนะนำให้ใช้ CO2 เลเซอร์กำจัดติ่งเนื้อออกก่อนแล้วใช้ผลิตภัณฑ์ Anti AKT ทาร่วมด้วยจะเห็นผลเร็วกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียว
Q: ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังรักษาติ่งเนื้อแล้วผิวจะเป็นอย่างไร?
A: ติ่งเนื้อหมดไปไม่มีความหมองมาบดบังความสวย และผิวขาวขึ้นจนกลับสู่วันสวย
Q: ผลลัพธ์ของการรักษาติ่งเนื้อให้หมดไป ให้ผิวกลับมาสว่างใส ขาวล้ำ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์หลักอะไรบ้าง?
A: ทำหัตถการ CO2 เลเซอร์กำจัดติ่งเนื้อ ร่วมกับทา Anti AKT และผลิตภัณฑ์ super white ที่ช่วยเร่งให้ผิวขาวขึ้นร่วมกับทำ Epidermal ทรีทเมนท์ ทุก 1-2 สัปดาห์ ให้ผิวหน้าหมองกลับมาสดใส
Q: หลังจากเอาติ่งเนื้อออกแล้วจะขึ้นใหม่ได้หรือไม่?
A: โดยปกติจะไม่ค่อยขึ้นตำแหน่งเดิม แต่บริเวณใกล้เคียงอาจเกิดใหม่ได้
Q: ป้องกันการเกิดติ่งเนื้ออย่างไร?
A: หลีกเลี่ยงการเสียดสี, รักษาน้ำหนักตัว และสวมเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นเกินไป