โครงสร้างของผิวหนัง (Skin Structure)

ผิวหนังมีความสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและปกป้องร่างกาย แต่ผลกระทบจากมลภาวะหรือการดูแลผิวอย่างผิดวิธี ก็ทำให้ผิวเสียสวยและเกิดปัญหาผิวพรรณต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาผิวหน้าที่หลายคนกังวลได้แก่ สิว ฝ้า กระ ริ้วรอย และผิวแห้งหยาบกร้าน ดังนั้นถ้าเรารู้จักกับโครงสร้างของผิวหนัง (Skin Structure) ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น โครงสร้างของผิวหนัง แบ่งออกเป็น

ชั้นผิวหนังกำพร้า (Epidermis)

เป็นชั้นผิวหนังที่เรามองเห็น อยู่บนสุด ประกอบไปด้วยเซลล์ผิวหนังกำพร้า (Keratinocytes) ที่มีการเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ เซลล์ผิวหนังกำพร้าที่เกิดใหม่จะถูกสร้างจากชั้นล่างสุดติดกับชั้นหนังแท้ และจะเจริญเติบโตขึ้น ค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาทดแทนที่จนถึงชั้นบนสุด แล้วหลุดลอกออกไป นอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี (Melanin) ปะปนอยู่ด้วย ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่างกันไป ในชั้นหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น

ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis)

เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นถัดจากชั้นผิวหนังกำพร้า จะมีความหนากว่า ซึ่งจะประกอบไปด้วยโปรตีนหลัก 2 ชนิด คือ คอลลาเจน (Collagen) ช่วยให้ความแข็งแรงแก่ผิวหนัง และช่วยในการซ่อมแซมผิวหนังที่บาดเจ็บ ซึ่งถ้าสร้างในปริมาณมากเกินไปจะทำให้กลายเป็น แผลเป็นนั่นเอง และอีกชนิดคือ อีลาสติน (Elastin) จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง และในชั้นหนังแท้นี้ ยังเป็นที่อยู่ของ หลอดเลือด เส้นประสาทและปลายประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขนกระจายอยู่ทั่วไป
ชั้นไขมัน (Hypodermis หรือ Subcutaneous Layer) ประกอบด้วยเซลล์ไขมันเป็นหลัก ความหนาขึ้นกับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล ชั้นไขมันทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย คล้ายฉนวนกันความร้อนช่วยลดแรงกระทบกระแทกจากภายนอก และจะมีมากโดยเฉพาะบริเวณสะโพก เอว ต้นขา ที่เรียกว่า เซลลูไลท์ (Cellulite) คือไขมัน ที่มีเนื้อเยื่อคล้ายพังผืดแทรกอยู่ ทำให้เกิดการดึงรั้งผิวหนังเห็นเป็นลอนๆ จากภายนอก การเกิดเซลลูไลท์ (Cellulite)ไม่ขึ้นกับปริมาณของไขมันในร่างกาย คนผอมก็สามารถมีเซลลูไลท์ได้