การอักเสบจากแผลใต้สิว (Wound Inflammation)

จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า การอักเสบของสิวเป็นการอักเสบเชิงซ้อนทับกัน จากระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด และแผลใต้สิว ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา โดยการอักเสบทำให้เกิดแผลที่บริเวณท่อต่อมไขมันในลักษณะต่างๆ ตามความรุนแรงของสิวแต่ละไทป์ โดยเริ่มจากเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้

สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne Type 1)

หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว (Closed Comedones) และสิวหัวดำ (Open Comedones) การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังกำพร้า (Keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนกับผิวแห้งแตก (Cracked skin) และสามารถคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือพัฒนากลายเป็น

สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne Type 2)

สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne Type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ ลักษณะเป็นเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 (Acne Type 1) จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่วหรือแผลขนาดเล็กที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก (Abrasion Wound) ซึ่งมีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และคงอยู่ไม่นานโดยมากมักไม่เกิน 2 – 3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย แต่ถ้าหากไม่ยุบเองสิวชนิดนี้ก็จะกลายไปเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne Type 3)

สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne Type 3)

หรือสิวอักเสบเม็ดแดง ลักษณะเป็นเม็ดนูน บวมแดงและบางครั้งเป็นหัวหนอง มักจะมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น การอักเสบทำให้ส่วนบนของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลขนาดกลาง เปรียบได้เหมือน แผลมีดบาด (Superficial Cut Wound) สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และจะคงอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (Wound Healing Process) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดง (PIE : Post-Inflammatory Erythema) ไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง

สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne Type 4)

หรือสิวอักเสบเม็ดแดงขนาดใหญ่ โดยทั่วไปเรียกว่า สิวหัวช้าง มีลักษณะเป็นเม็ดบวมแดงขนาดใหญ่และลึก จะมีขนาดมากกว่า 5 มิลลิเมตรขึ้นไป เกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น และทำให้ส่วนกลางหรือส่วนล่างของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลขนาดใหญ่ เปรียบเหมือนแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep Open Wound) ทำให้เกิดการอักเสบจากแผลที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ร่วมกับกระบวนการอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด จนเกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (Wound Healing Process) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งมักจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง (PIE : Post-Inflammatory Erythema) หากรักษาไม่ดีพอจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar) ได้ง่าย

สิวอักเสบเป็นปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการอักเสบภายในรูขุมขน ซึ่งสามารถนำไปสู่การเกิดแผลใต้สิว (Wound Inflammation) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผลใต้สิวมีความสำคัญ เนื่องจากแผลเหล่านี้อาจทิ้งรอยแดงและรอยดำ (PIE : PIH) หรือแม้กระทั่งรอยแผลเป็น (Acne Scar) หลังจากสิวยุบลง
การรับรู้ถึงกระบวนการอักเสบและการเกิดแผลใต้สิวจะช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็นได้

Q : ทำไมเราต้องรู้เรื่องแผลใต้สิว?
A : การทราบถึงการเกิดแผลใต้สิวมีความสำคัญเนื่องจาก:
• ป้องกันการเกิดรอยแดง รอยดำและแผลเป็น: การจัดการสิวอย่างถูกวิธีสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็นที่อาจคงอยู่ถาวร
• เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม: ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของสิวและแผลใต้สิวช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
• ลดระยะเวลาการรักษา: การจัดการสิวตั้งแต่ระยะแรกเริ่มสามารถลดระยะเวลาการรักษาและป้องกันการลุกลามของสิว